วันศกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2548     

 

วัยเด็กดุจสายน้ำ : โลกนี้คือความดีงาม
นพ. พร พันธุ์โอสถ


บางคนคิดว่า การสร้างความรู้สึกขอบคุณต่อสรรพสิ่งในเด็กเล็ก อาจจะทำให้เด็กเห็นโลกนี้เป็นสีชมพู เห็นแต่ด้านดีของโลก อาจจะทำให้เด็กไม่ทันโลก กลายเป็นเหยื่อของผู้คนได้โดยง่าย

ประเด็นที่เราต้องมองกันให้กระจ่าง ก่อนที่เราจะตกเป็นเหยื่อของความกลัวมีอยู่ด้วยกันสองสามข้อ

ข้อแรก หากเด็กตระหนักว่าโลกนี้เป็นโลกที่ดี สิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเด็กก็คือความมั่นคงในใจเด็ก มีความรู้สึกว่าโลกนี้เป็นโลกที่น่าอยู่ น่ามีชีวิต

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ติดตามมาก็คือ ความรู้สึกว่าชีวิตนี้ยังมีคุณค่า ซึ่งช่วยป้องกันเด็กไม่ให้ไหลเลื่อนไปสู่การฆ่าตัวตาย หรือมีปฏิกิริยาต่อต้านโต้ตอบสังคมด้วยความรุนแรง ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว

ในทางกลับกัน หากเด็กรู้สึกว่าโลกนี้ไม่ดีไม่งาม เต็มเปี่ยมไปด้วยความชั่วร้าย เด็กก็จะเติบโตด้วยความรู้สึกหวาดกลัว ในใจก็จะสั่นไหว ง่อนแง่น ไม่มั่นคง อาจจะถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป หรือต้องการเข่นฆ่าทำลายล้าง เป็นการตอบโต้สังคมอย่างที่เห็นๆ กันอยู่

สรุปก็คือ ความรู้สึกขอบคุณต่อโลกและสรรพสิ่งนำไปสู่ความรู้สึกที่ดีต่อโลก และเป็นรากฐานของความมั่นคงในชีวิตจิตใจเด็ก

ข้อต่อมาก็คือ ผู้คนจำนวนมากมีสมมติฐานในการมองโลกที่ไม่ตั้งอยู่บนความเป็นจริง ทั้งนี้ก็เพราะความกลัวเป็นเหตุ

สมมติฐานที่ไม่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงนั้น ได้แก่ ความเชื่อที่ว่าการให้ข้อมูลต่อเด็กจะทำให้เด็กทันโลก ไม่ตกเป็นเหยื่อผู้อื่น

ความเป็นจริงก็คือ ทุกวันนี้เด็กได้รับรู้ข้อมูลมากมาย แต่เด็กก็ยังตกเป็นเหยื่ออยู่ เห็นได้จากผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กทุกวันนี้ ต่างมุ่งเป้าการโฆษณาไปเจาะที่เด็กมากกว่าพ่อแม่ เพราะผู้โฆษณาทราบดีว่าสมัยนี้เด็กเป็นผู้กุมอำนาจในการตัดสินใจ ถ้าเด็กต้องการอะไรแล้ว พ่อแม่ยุคใหม่มักจะโอนอ่อนตาม

ทางแก้จึงไม่ใช่ด้วยการให้ข้อมูลเด็กให้มากขึ้นอย่างที่เรามักคิดกันทำกัน เพราะเด็กก็คือเด็ก วุฒิภาวะในการตัดสินใจยังไม่ถึงพร้อม ต้องพึ่งพาอาศัยผู้ใหญ่

ในเมื่อธรรมชาติสร้างมาให้มีผู้ใหญ่ ให้มีเด็ก แต่ละฝ่ายจึงต่างก็มีหน้าที่ของตน ผู้ใหญ่ก็มีหน้าที่ และความรับผิดชอบในฐานะผู้ใหญ่ เด็กก็มีหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะเด็ก หากกลับทิศกันเสียก็ผิดธรรมชาติไป

คำถามก็คือ ผู้ใหญ่พร้อมจะรับผิดชอบในสิ่งที่ตนต้องรับผิดชอบหรือยัง เรามีความกล้าหาญพอที่จะกระทำหน้าที่นั้นหรือไม่ หรือว่าเรากลัวลูกจะตกยุคตกสมัย กลัวลูกไม่ทันโลก ไม่ทันชาวบ้าน

แต่ถ้าเรากล้าพอที่จะรับความจริง เราก็จะพบว่าเด็กที่ฆ่าตัวตาย สร้างความรุนแรง ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบทันโลกทั้งนั้น

อีกข้อคิดหนึ่งก็คือ คำถามที่ว่าโลกนี้ไม่มีความดีงามเลยหรือ แผ่นดินนี้ไม่มีความงดงาม สังคมนี้ไม่น่าอยู่จริงละหรือ

หรือว่าโลกนี้มีความงดงาม แต่เรามองข้ามไปหรือมองไม่เห็นเองต่างหาก!