ความคิดเห็นของ น.พ.พร พันธุ์โอสถ

             เกี่ยวกับเทคโนโลยีกับการศึกษา

    เมื่อเร็วๆ นี้ มีรายงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ของกองทุนสนับสนุนการวิจัย เกี่ยวกับการพัฒนาแบบองค์รวมของเด็กไทย รายงานกล่าวว่า

ด็กไทยยิ่งโตยิ่งความคิดสร้างสรรค์ต่ำ ยิ่งโตยิ่งมีพัฒนาการสมวัยน้อยลง พร้อมๆ กันนั้น เด็กยิ่งโตก็ยิ่งใช้เวลาในการดูโทรทัศน์มากขึ้น

หากเรามองดูรายงานวิจัยชิ้นนี้อย่างเชื่อมต่อกัน เราก็จะเห็นว่าการใช้เวลาดูโทรทัศน์มากขึ้น ไม่ได้ส่งผลให้เด็กฉลาดขึ้นแต่อย่างใด

อีกทั้งยังมีปัจจัยอีกมากหลายที่คอยถ่วง ให้เด็กฉลาดน้อยลงเสียด้วยซ้ำ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อผิดๆ ซึ่งครอบงำอยู่ในสังคมของเรา นั่นคือ

ความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของคุณภาพการศึกษา

ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่เคยเป็นจริงแม้สักครั้งและก็นำไปสู่ความเชื่อในเทคโนโลยีที่ใหม่กว่านั้นอีกว่า จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาใหม่ๆ อีก

ถ้าหากเรามองย้อนกลับไปในอดีต เราจะพบว่า ในสมัยก่อนที่มีการประดิษฐ์คิดค้นวิทยุขึ้นมาใหม่ๆ ผู้คนต่างก็เชื่อว่าวิทยุจะนำมาซึ่งความรู้ใหม่ๆ

และทำให้การศึกษาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ความเป็นจริงก็คือ การศึกษาเปลี่ยนแปลงไป แต่จะดีขึ้นหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่น่ากังขา

พอมีการประดิษฐ์โทรทัศน์ขึ้นมา ก็เกิดความเชื่อว่าโทรทัศน์จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของการศึกษา ความเป็นจริงก็คือ

คุณภาพของการศึกษากลับไม่ได้ดีขึ้นเพราะโทรทัศน์ รายการโทรทัศน์ทางการศึกษามักจะไปไม่รอด สิ่งที่เฟื่องฟูกลับเป็นรายการโทรทัศน์เพื่อความบันเทิง

พอมีคอมพิวเตอร์ขึ้นมา เราก็เชื่อว่า คอมพิวเตอร์จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาอีก แต่ที่เราเห็นๆ กัน ก็คือ

เกมคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาไม่ได้เฟื่องฟูแม้แต่น้อย ที่ฮิตติดตลาดกลับเป็นเกมประเภทเข่นฆ่าทำลายล้างกัน

คุณภาพทางการศึกษาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลง ก็คือ วิธีการหาข้อมูลข่าวสารเท่านั้น ทว่า

การศึกษาไม่ได้หมายความเพียงแค่วิธีการหาข้อมูลข่าวสาร การศึกษาที่แท้จริงนั้นเป็นการจุดประกายทางความคิดให้เด็กสามารถที่จะริเริ่ม

นำพาตัวเองไปสู่ประสบการณ์ใหม่ สถานการณ์ใหม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้คอมพิวเตอร์ทำไม่ได้

ปัจจัยชี้ขาดของการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาจึงไม่ใช่อยู่ที่เทคโนโลยีใหม่ๆ ชนิดใดทั้งสิ้น หากแต่อยู่ที่ คน ซึ่งเป็นผู้จัดการศึกษาต่างหากครับ