เด็กๆ เรียนรู้ผ่านมือไม้ ผ่านหัวใจ ก่อนจะผ่านไปสู่หัวสมอง   การเรียนโดยผ่านการปฏิบัตินอกจากช่วยให้ก่อเกิดความเข้าใจในสิ่งที่เรียนได้เหนือกว่าการอ่าน ฟัง จำแล้ว  ยังคงอยู่ในตัวเด็กได้นานกว่า สร้างความมีชีวิตชีวาในการเรียนได้สูงกว่า ทั้งเป็นฐานที่แน่นหนารองรับการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต

             บรรยากาศในโรงเรียนแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ  ข้าวของเครื่องใช้พยายามให้เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  อาหารก็มาจากผลผลิตอินทรีย์  เด็กๆ เล่นของเล่นที่ทำจากธรรมชาติ   ไม่ว่าจะเป็นลูกไม้ เปลือกหอย ผ้าฝ้าย ฯลฯ  อยู่กับธรรมชาติ ผูกพัน และมองเห็นถึงความงามของธรรมชาติ

            จากความอัศจรรย์ใจในสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์  นำไปสู่การตระหนักในคุณค่าของธรรมชาติที่ให้การเกื้อกูลต่อมนุษย์  และดูแลใส่ใจในการใช้ทรัพยากรที่ธรรมชาติมอบให้ ตลอดจนชักนำให้ปกป้องรักษาธรรมชาติไว้ให้ดำรงอยู่ต่อไป  เด็กๆ ทุกชั้นล้วนมีส่วนร่วมในการทำนุบำรุงดูแลสิ่งแวดล้อมตามความเหมาะสมของวัย  ตั้งแต่กวาดใบไม้ ตัดหญ้า รดน้ำต้นไม้ พรวนดิน  ไปจนตัดแต่งกิ่งไม้ แยกขยะ หมักเศษอาหารเป็นปุ๋ย และบดเศษอาหารไปทำแก๊สชีวภาพ


          เราไม่เพียงดูแลให้เด็กๆ อยู่ด้วยกันด้วยความเอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในโรงเรียนเท่านั้น   ยังพยายามให้ความมีน้ำใจของเขาเผื่อแผ่ไปสู่สังคมวงกว้างอีกด้วย   ซึ่งไม่ทำเพียงด้วยการบอกกล่าวให้รับรู้จดจำ  หากด้วยการลงมือปฏิบัติไปเลย

            กิจกรรมดังกล่าวช่วยเปิดมุมมองต่อปัญหาต่างๆ ในสังคมให้แก่เด็กๆ   ทั้งยังส่งเสริมสำนึกในการทำประโยชน์ต่อผู้อื่น  เด็กๆ เรียนรู้ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและบำเพ็ญประโยชน์ต่อโลกในวิถีที่มีความหมายทั้งต่อตนเองและส่วนรวม

 


 

       การเรียนที่ปัญโญทัยเป็นไปโดยผ่านประสบการณ์  เกิดขึ้นทั้งในและนอกสถานที่ เริ่มจากทริปวันเดียวในชั้นประถมต้นไปจนถึงกิจกรรมที่ท้าทายและใช้เวลาหลายวันในระดับชั้นสูงๆ ขึ้นไป            

            การผจญภัยในแดนธรรมชาติเช่นนี้ นอกจากจะเสริมสร้างความสมบุกสมบันทางกายและความเชื่อมั่นในตนเอง   รวมทั้งเพิ่มความแข็งแกร่งของพลังเจตจำนง ความมานะบากบั่นแล้ว  ยังช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ต่อโลกธรรมชาติอีกด้วย

        นอกจากนั้นเด็กๆ ยังได้เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกัน พึ่งพาตนเอง  ตลอดจนเพิ่มพูนทักษะอันมีค่าทางสังคมและชีวิต

        เทศกาลงานประเพณีเป็นเสมือนหมุดที่ปักบ่งบอกถึงการเคลื่อนของจังหวะเวลาในรอบปีและวัฏจักรของฤดูกาล  เป็นโอกาสที่เด็ก ผู้ปกครอง และครูมาร่วมเฉลิมฉลองวาระพิเศษด้วยกัน  นำความอบอุ่นและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมาสู่ความสัมพันธ์ในชุมชนโรงเรียน

         การจัดงานเทศกาลอันเป็นวาระพิเศษในรอบปีของเด็กๆ จึงเป็นไปด้วยความเบิกบานและสำนึกถึงคุณค่าของสรรพสิ่ง  โดยผ่านนิทาน เพลง การเคลื่อนไหว ตกแต่งประดับประดา รวมทั้งการกินอาหารร่วมกัน  ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยเชื่อมมนุษย์เข้ากับจังหวะของธรรมชาติและเอกภพ

 

       จุดเด่นประการหนึ่งในประสบการณ์ที่โรงเรียนวอลดอร์ฟคือการแสดงละคร ทุกๆปีแต่ละชั้นจะมีการแสดงละครที่หยิบยกคัดสรรมาจากเรื่องในเนื้อหาหลักสูตรที่เรียนในปีนั้นๆ ซึ่งสะท้อนขั้นตอนพัฒนาการของเด็กในวัยดังกล่าว เนื้อหาที่เรียนไปจึงไม่เพียงผ่านหูสู่ความรับรู้ ยังผ่านใจและทั้งตัวโดยถ่ายออกมาเป็นการแสดง จุดมุ่งหมายมิใช่ผลิตการแสดงออกสู่สายตาผู้ชมในขั้นสุดท้าย หากอยู่ที่ตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การฝึกซ้อมซึ่งเด็กจะได้เรียนรู้ที่จะสวมบทตัวละครต่าง ๆ เวียนกันไป รวมทั้งสร้างอุปกรณ์ประกอบฉากกันขึ้นเอง การเลือกเรื่องที่จะแสดงและเลือกบทให้เด็กแต่ละคนอย่างพิถีพิถันจะช่วยให้การแสดงละครเป็นประสบการณ์ที่ช่วยบำบัดและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในตัวเด็กได้อย่างแยบยลล้ำลึก

           ในชั้น ม. 3-5 นักเรียนจะได้เรียนรู้โลก เรียนรู้ชีวิต  จากการฝึกงานในอุตสาหกรรมปฐมภูมิ อุตสาหกรรมทุติยภูมิ และบริการสังคมตามลำดับ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ทางตรงผ่านการปฏิบัติ ด้วยการมีส่วนร่วมกับชุมชนภายนอกในวิถีที่เป็นจริง ซึ่งจะช่วยเปิดมุมมองของเขาให้กว้างขึ้น  เชื่อมเขาเข้ากับผู้คน รวมทั้งงานที่คนเหล่านั้นทำ ในกิจกรรมและความพยายามซึ่งอยู่นอกบริบทประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของเด็ก


         ส่วนสำคัญอันเป็นบทสรุปของเส้นทางการศึกษาวอล-ดอร์ฟ คือการทำโครงงานในปีสุดท้ายของการเรียนตามหัวข้อที่นักเรียนเลือก และทำด้วยตนเอง โดยเริ่มจากการศึกษาค้นคว้า และที่สำคัญคือผ่านการปฏิบัติลงมือทำจนเป็นผลลุล่วง จบลงด้วยการเขียนบันทึก

             กระบวนการทำโครงงานต้องอาศัยความตั้งใจ มานะบากบั่น เป็นโอกาสให้นักเรียนได้เติบโต ผ่านการพัฒนาทั้งภายในภายนอก  เป็นจังหวะแห่งการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ฝึกฝนความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความอุตสาหะอดทน ตลอดจนทักษะปฏิบัติ และค้นพบศักยภาพใหม่ๆ ของตนเอง

             การทำโครงงานช่วยให้นักเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น ได้รับบทเรียนชีวิตว่าการกระทำสิ่งต่างๆ ต้องเผชิญอะไรบ้าง จะจัดการ ก้าวผ่าน และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

กลับขึ้นข้างบน