ปัญโญทัยดำเนินงานโดยคณะผู้สอนซึ่งผ่านกระบวนการอบรมในปรัชญาและมรรควิธีของวอลดอร์ฟ  ตลอดจนธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กแต่ละวัยมาแล้ว  อย่างไรก็ตาม การศึกษาและพัฒนาตนเองของครูก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง  เพื่อให้สามารถนำหลักการที่เรียนรู้มาปรับใช้ในห้องเรียนได้อย่างสอดคล้องกับภูมิหลัง ความสามารถ และบุคลิกลักษณะของนักเรียน  ครูผู้สอนต่างเข้ามาด้วยสำนึกที่ต้อง การใชัชีวิตอย่างมีคุณค่า ประสงค์จะทำสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตและสังคม ปรารถนาจะร่วมสานฝันกับ ปัญโญทัย  ทุกคนเข้ามาเนื่องจากเห็นว่างานที่นี่คือการบ่มเพาะหล่อหลอมความเป็นมนุษย์ในตัวเด็กและตัวเราเอง

         หลังจากสำเร็จแพทยศาสตร์บัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   หมอพรทำงานในโรงพยาบาลและคลีนิคมาร่วม 10 ปี  โดยพุ่งความสนใจไปในการบริการผู้ยากไร้และเด็กด้อยโอกาส  แต่เห็นว่าการเยียวยาทางกายไม่อาจแก้ไขปัญหาที่แท้จริงของสังคมได้  มีแต่การยกระดับจิตสำนึกของมนุษย์เท่านั้น  และวิถีที่จะพัฒนามนุษย์ได้อย่างทั่วด้านคือการศึกษาแนววอลดอร์ฟ  จึงเดินทางไปศึกษาที่อเมริกาจนสำเร็จปริญญาโททางการศึกษาวอลดอร์ฟ ทั้งระดับปฐมวัยและประถม-มัธยมต้น  หลังจากกลับมาได้ก่อตั้งปัญโญทัยขึ้นเมื่อปี 2539  เพื่อนำการศึกษาแนววอลดอร์ฟมาใช้กับเด็กไทย  พร้อมกันนั้นก็พยายามผลักดันให้การศึกษาไทยเป็นอิสระ เป็นไปเพื่อพัฒนามนุษย์อย่างแท้จริง  จนเป็นผลให้พรบ. การศึกษาฉบับใหม่นี้เปิดกว้างมากขึ้น  ต่อมาภายหลังได้ผ่านการอบรมการสอนแนววอลดอร์ฟระดับมัธยมปลายที่ออสเตรเลีย

         หมอพรเข้าร่วมการประชุมวิชาการระดับนานาชาติตามทวีปต่างๆ มามากมายหลายครั้ง  เดินทางไปบรรยายตามที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้ว  นอกจากนั้นยังมีผลงานการเขียนอีกมาก และเป็นวิทยากรประจำของรัถยาคมทำการฝึกอบรมครูวอลดอร์ฟในประเทศไทย เป็นผู้แทนของชมรมมนุษยปรัชญาประจำประเทศไทย กรรมการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก Ashoka Fellow และ 1ใน 50 นักสังคมศาสตร์การแพทย์ของไทย  ได้รับโล่ห์ประกาศเกียรติคุณ "ทูตพิทักษ์สิทธิเด็กแห่งปี 2553" สาขานักพัฒนาเอกชน   จากคณะทำงานด้านเด็ก ร่วมกับภาคีเครือข่ายคนทำงานด้านเด็ก และล่าสุดได้รับการรับรองจาก Medical Section, Goetheanum, School of Spiritual Science ทางด้าน Anthroposophic Curative Education and Social Therapy

 

 

น.พ. พร พันธุ์โอสถ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จันทร์เพ็ญ
พันธุ์โอสถ

 

 

 

 

 

 

 

 

         ภายหลังสำเร็จการศึกษาจากแผนกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬา  คุณปุ๊ผ่านการทำงานด้านสื่อมวลชนสลับกับบริษัทธุรกิจ แทรกด้วยการรับราชการชั่ววูบที่กระทรวงการต่างประเทศ จากนั้นจึงหันมาทำงานอิสระด้วยการแปลหนังสือและวีดีโอ  จนมีลูกจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดความสนใจในการดูแลและพัฒนาเด็ก

         คุณปุ๊ได้ศึกษาทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับเด็ก  จนได้รู้จักชาวเยอรมันซึ่งพยายามเผยแพร่แนวคิดวอลดอร์ฟ  พบว่าแนวคิดนี้แตกต่างจากแนวอื่นๆ อย่างมาก  โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจในธรรมชาติของเด็ก  ซึ่งแยกไม่ออกจากกระบวนการพัฒนาทั้งหมดของมนุษย์  และสไตเนอร์ได้ให้มุมมองที่ลึกซึ้งรอบด้าน จนรู้สึกขอบคุณตลอดมาที่ได้รู้จักแนวคิดนี้  เพราะช่วยให้ทิศทางที่ดีงามในการดูแลลูก ตลอดจนการดำเนินชีวิตของตัวเอง

         ทั้งครอบครัวได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาเกี่ยวกับวอลดอร์ฟที่อเมริกา  เมื่อกลับมาเมืองไทยได้ก่อตั้งปัญโญทัยขึ้น  โดยหวังจะให้เด็กไทยมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างที่ควรจะได้รับ  ขณะเดียวกันเพื่อให้ผู้ที่สนใจแสวงหาได้มีโอกาสเรียนรู้ เกี่ยวกับแนวคิดนี้   ประกอบกับเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีสถาบันฝึกหัดครูวอลดอร์ฟที่มีความเข้าใจสภาพสังคมและเด็กไทย  จึงดำเนินการจัดอบรมสำหรับผู้ที่ประสงค์จะศึกษาเกี่ยวกับวอลดอร์ฟอย่างลึกซึ้งจริงจังขึ้นในนามของรัถยาคม นอกจากนั้นยังแปลหนังสือเกี่ยวกับวอลดอร์ฟออกมาเป็นภาษาไทยหลายเล่ม เพื่อช่วยให้คนไทยที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับวอลดอร์ฟได้ง่ายขึ้น

 

        ครูน้องจบปริญญาตรีคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  แล้วกลับมาศึกษาต่อด้านบริหารธุรกิจ จนสำเร็จปริญญาโทจากเอแบค  พร้อมกันนั้นก็สอนภาษาไทยให้คนจีนในประเทศไทย และเป็นอาจารย์พิเศษด้านการตลาดที่วิทยาลัยกรุงเทพการบัญชี

         หลังจากมีสมาชิกในครอบครัวครบถ้วน  ครูน้องตัดสินใจลาออกจากผู้อำนวยสินเชื่อด้านบริษัทข้ามชาติของธนาคารกรุงเทพ มาดูแลลูกเต็มเวลา ระหว่างแสวงหาโรงเรียนประถมให้ลูก  ครูน้องได้มีโอกาสอ่านหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาวอลดอร์ฟ  และรู้สึกแปลกใจที่มีระบบการศึกษาที่คำนึงถึงเด็กในทุกมิติอย่างแท้จริงเช่นนี้  จึงพาลูกมาเรียนที่ปัญโญทัย  ทำให้มีโอกาสสัมผัสกับการทำงานที่นี่มากขึ้น  และตระหนักถึงการทุ่มเทเพื่อเด็กของคนที่นี่  จนกระทั่งเข้าร่วมเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์ปัญโญทัยด้วย

         ครูน้องผ่านการอบรม "วอลดอร์ฟบนพื้นฐานมนุษยปรัชญา"จากรัถยา-คมแล้ว และเคยเข้าร่วมการอบรมการสอนแนววอลดอร์ฟระดับมัธยมปลายที่ออสเตรเลีย

อรุณรัตน์
เฉลิมพรพงศ์

 

 

จิตรา ธนาโอฬาร

         ปีสุดท้ายของการเรียนที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิชาเอกภาษาเยอรมัน ครูอ้อได้ไปสังเกตการณ์ในโรงเรียนแนวทางต่างๆ หลายแห่ง เมื่อมาถึงปัญโญทัย  ครูอ้อรู้สึกว่าการศึกษาแนวนี้ละเอียดลึกซึ้งมาก  ไม่เพียงสอดคล้องและมีพื้นฐานมาจากพัฒนาการเด็ก  ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในมนุษย์  ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาความเป็นมนุษย์อีกด้วย

         ครูอ้อจึงไม่ลังเลใจที่จะเริ่มชีวิตการทำงานที่ห้องอนุบาลปัญโญทัย  แม้จะพบว่าการเป็นต้นแบบให้เด็กๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  แต่ความตั้งใจอย่างเปี่ยมล้นและพยายามเต็มกำลัง ก็ทำให้ครูอนุบาลวอลดอร์ฟต่างประเทศแนะนำให้ครูที่อื่นมาดูแบบอย่างจากครูอ้อ

       ความสนใจในยูริธมี่ทำให้ครูอ้อเดินทางไปศึกษาทางด้านนี้ที่เยอรมันเป็นเวลา 4 ปี และศึกษาต่อด้านการสอนยูริธมี่อีก 1 ปี  หลังจากสำเร็จการศึกษาเรียบร้อยแล้ว จึงนำความรู้ที่เรียนกลับมาใช้ในการพัฒนาเด็กๆ ที่ปัญโญทัย

 

         ตลอดชีวิตการเรียนจนจบอักษรศาสตร์ จุฬา  น้ากิ่งมีความขัดแย้งทางความคิดกับครูอาจารย์เสมอ จนตั้งปณิธานว่าอาชีพที่จะไม่ทำคือการเป็นครู ระหว่างนั้นน้ากิ่งได้มีโอกาสทำงานกับเยาวชนอยู่หลายครั้ง  มีความคิดว่าการแก้ปัญหาของประเทศชาติต้องเริ่มที่การให้การศึกษาที่ดีแก่เด็ก

         แต่ครั้นจบออกมาน้ากิ่งก็เข้าสู่ระบบธุรกิจตามแบบแผนทั่วไป  และพบว่าตนเองไม่เคยมีความสุขจากการทำงานเลย  จนในที่สุดเมื่อมีลูกน้ากิ่งจึงออกมาช่วยกิจการที่บ้าน  และคิดหาโรงเรียนที่ลูกจะมีความสุข โรงเรียนที่จะทำให้ลูกได้รู้จักตัวเอง

         ในระหว่างนี้น้ากิ่งได้ติดตามสามีไปอยู่อเมริกาเป็นเวลา 3ปี  และเพราะลูกนี่เองทำให้กิ่งค้นพบระบบการศึกษาวอลดอร์ฟ  ระหว่างที่ลูกเรียนอยู่ น้ากิ่งได้เป็นอาสาสมัครให้กับโรงเรียนลูก (Baltimore Waldorf School) โดยช่วยงานในชั้นอนุบาล  เมื่อกลับมาเมืองไทยน้ากิ่งพาลูกมาเรียนที่ปัญโญทัย  โดยคิดแต่เพียงจะหาสถานที่ที่ลูกจะมีความสุขกับชีวิตวัยเรียน  แต่สถานที่แห่งเดียวกันนี้กลับเป็นที่ทำงานที่มีความสุขของตัวเองด้วย

กิ่งพร ประพันธ์พจน์

 

 

จันทร์เพ็ญ เชียงกูล

        หลังจากเรียนจบอักษรศาสตร์ จุฬา  ครูไต่ทำงานด้านเครื่องแต่งกายให้ละครโทรทัศน์  ก่อนจะอพยพไปอยู่กับพี่ที่อเมริกา  เรียนการผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่ UCLA  ต่อด้วยการออกแบบเทคนิคการละครที่มหาวิทยาลัยซิน- ซินแนตติ ทำงานด้านการแต่งหน้าในเทศกาลละครเชคสเปียร์  จากนั้นทำงานให้ททท. ใน LA  ครั้นกลับมาเมืองไทย ไต่ทำงานแปลต่างๆ ไปจนถึงงานโครงการสวนสนุก  จนมีลูกจึงออกจากงานมาทำหน้าที่แม่

         ขณะหาโรงเรียนให้ลูก  ครูไต่รู้สึกว่าปัญโญทัยคือสถานที่ที่อยากให้ลูกเข้ามาเรียน เพราะให้ความสำคัญกับทุกๆด้านของเด็ก ประกอบได้เข้าอบรม "วอลดอร์ฟบนพื้นฐานมนุษยปรัชญา" ที่รัถยาคมจัด  ทำให้ครูไต่สนใจอยากจะช่วยงานที่ปัญโญทัย ครั้นเข้ามาทำจึงได้รู้ว่าคนแรกที่ต้องช่วยคือตัวเอง ที่ต้องพัฒนาเป็นสิ่งแรกก่อนที่จะไปพัฒนาเด็ก  งานนี้ไม่ง่ายเลย แต่ครูไต่ก็คิดว่าโอกาสทองอย่างนี้จะไปหาที่ไหนได้อีก

           ครูปูจบคณะรัฐศาสตร์ จุฬา ได้ทำงานด้านข่าวและวิจัยก่อนจะศึกษาต่อปริญญาโทที่นิเทศศาสตร์สถาบันเดิม  หลังจากจบแล้วได้ทำงานที่สถาบันวิจัยสังคม  พร้อมกันนั้นครูปูได้อ่าน "โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง" อีกครั้ง หนังสือเล่มนี้ปลุกความฝันถึงโรงเรียนและครูใจดีที่เข้าใจเด็กตัวน้อย  ต่อมาครูปูได้มาอบรมเรียนรู้แนวทางวอลดอร์ฟจากรัถยาคม  รู้สึกว่าวอลดอร์ฟเข้าใจธรรมชาติของเด็ก  ยิ่งได้เรียนรู้เรื่องวอลดอร์ฟมากขึ้น  ครูปูก็ยิ่งมั่นใจว่าเป็นแนวทางการศึกษาที่ตอบรับความคิดอุดมคติของตนเอง  จึงอยากทำงานกับเด็กตามแนวทางนี้

 

ศุจีรา สุวีรานนท์

 

จรูญ เฉลิมพรพงศ์

 

        หลังจากได้รับปริญญาตรีจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่การอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ครูเผือกได้เริ่มการทำงานในตำแหน่งผู้ตรวจสอบคุณภาพของบริษัทอาหารทะเลแช่แข็ง ก่อนจะย้ายมาที่บริษัทกาแฟ

         ผ่านการทำงานมา 15 ปี  ครูเผือกรู้สึกเบื่อหน่ายกับระบบธุรกิจซึ่งเต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบ  มองเห็นคนทำงานเป็นเพียงเครื่องมือในการประกอบกิจการ  ใช้เงินทองทรัพย์สินและผลงานเป็นตัววัดคุณค่ามนุษย์  ขาดคุณค่าทางด้านจิตใจ  รวมทั้งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้ร่วมงานให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อสังคมได้

         เมื่อรู้ถึงกระบวนการพัฒนาด้านจิตใจของการศึกษาแนววอลดอร์ฟว่าจะต้องวางพื้นฐานตั้งแต่เด็ก  ยากที่จะแก้ไขความคิดความเคยชินในผู้ใหญ่ได้  ครูเผือกจึงเข้าร่วมการอบรม "วอลดอร์ฟบนพื้นฐานมนุษยปรัชญา" พร้อมทั้งลาออกจากผู้จัดการฝ่ายผลิตมาทำหน้าที่ครู  เพื่อเริ่มต้นวางพื้นฐานที่ดีงามให้แก่เด็กตั้งแต่แรกเริ่ม

         เมื่อสำเร็จปริญญาตรีสาขาการศึกษาปฐมวัยจากคณะครุศาสตร์ จุฬา ครูเอ็มได้เข้าทำงานที่บริษัทธุรกิจแห่งหนึ่ง แต่เกิดความรู้สึกว่าชีวิตต้องการอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น จึงหันกลับมาศึกษาวิชาชีพครูต่อ
         ระหว่างที่ศึกษาระดับปริญญาโทอยู่นั้น ครูเอ็มได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการพัฒนาและใช้หลักสูตรของโรงเรียนอนุบาลที่ใช้แนวคิด วอลดอร์ฟ จึงขอเข้ามาศึกษาดูงานที่ปัญโญทัย เข้าร่วมกลุ่มศึกษากับคณะครู และเข้ารับการอบรม "วอลดอร์ฟบนพื้นฐานมนุษยปรัชญา" จากรัถยาคม ครูเอ็มวนเวียนอยู่แถวปัญโญทัยมานับแต่นั้น
         ขณะศึกษาปริญญาเอกสาขาหลักสูตรและการสอน ส่วนหนึ่งของการศึกษาทำให้ครูเอ็มมีโอกาสไปดูงานที่โรงเรียนวอลดอร์ฟและโรงเรียนแนวอื่น ในโคโลราโด นอกเหนือจากที่เคยไปดูที่ยุโรปมาแล้วระหว่างการศึกษาปริญญาโท เมื่อกลับมาก็ได้มีโอกาสสอนเด็กจากมูลนิธิคุ้มครองเด็กตามโครงการเพื่อสังคมของปัญโญทัยในวันสุดสัปดาห์ เด็ก ๆ ทำให้ครูเอ็ม รู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย ประกอบกับการทำงานของครูที่ปัญโญทัย เป็นแรงบันดาลใจให้ครูเอ็มตัดสินใจก้าวเข้ามาร่วมทางมากกว่าจะเป็นนักวิชาการตามที่ใคร ๆ คาดหวัง

วีณา รัตนมงคล

 

 

 

 

 

 

นิรามิส
เกียรติบุญศรี


 

         ครูนีเรียนภาษาจีนมาตั้งแต่เล็ก ภายหลังสำเร็จปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ครูนีได้เดินทางไปศึกษาภาษาจีนที่คณะภาษาและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง จากนั้นจึงศึกษาปริญญาโทต่อที่คณะศิลปศาสตร์ สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ผ่านการทำงานที่บริษัทไอซีซี  พร้อมกับเป็นอาจารย์พิเศษภาษาจีนที่สถาบันวิทยสถานแห่งวัฒนธรรมตะวันออก  นอกจากนั้นยังแปลและเขียนหนังสือภาษาจีนออกมาหลายเล่มด้วยกัน

         ครูนีได้เห็นหลานที่เข้าโรงเรียนนานาชาติ ต้องเรียนหนักมาโดยตลอด และสูญเสียความสดใสของวัยเด็กไปทุกที  ขณะที่หลานซึ่งเรียนที่ปัญโญทัยคงความความสดชื่นแจ่มใสทั้งทางใจและสติปัญญาไว้ได้ตลอดมา  ครูนีจึงเกิดความสนใจในแนวคิดและระบบการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณค่าความเป็นมนุษย์  ได้เข้าร่วมการอบรม "วอลดอร์ฟบนพื้นฐานมนุษยปรัชญา" จากรัถยาคม และอยากมีส่วนร่วมในการให้การศึกษากับเด็กๆ ในวิถีทางที่ดีกว่า เพื่อให้เด็กๆ เติบโตขึ้นอย่างมีคุณค่า  

 

อนันต์
เหลืองโพธิ์แมน

         หลังจากครูอนันต์จบมัธยมปลายที่เชียงรายก็เข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ พอเรียนได้สักพักหนึ่ง  คำถามที่ค้างคาใจก็กลับมา "ทำไมต้องแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายขนาดนี้ ความเป็นมนุษย์ และมิตรภาพที่แท้จริง  คุณค่าของการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันมันอยู่ตรงไหน  เราเกิดมาเพื่ออะไร เราเรียนไปเพื่ออะไร" ครูอนันต์คิดว่าการได้ทำงานเป็นเรื่องเป็นราวจะช่วยหาคำตอบได้  ช่วงนั้นจึงทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่ธุรกิจคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงตกแต่งภายใน  แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่พอใจ

         ชีวิตช่วงหนึ่งครูอนันต์มีเวลาได้ไตร่ตรองชีวิต  ได้เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับวิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และสังคม  จนเมื่อลูกมาเรียนที่ปัญโญทัย  ครูอนันต์จึงต้องการเรียนรู้และเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานการศึกษาซึ่งมุ่งหวังให้เด็กๆเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบรูณ์ในอนาคตด้วย  เพราะรู้สึกว่าการเป็นครูนับเป็นจุดผกผันของชีวิตอีกครั้ง  มนุษยปรัชญาทำให้ต้องมองชีวิตอย่างละเอียด ลึกซึ้ง และเป็นจริงมากที่สุด  ครูอนันต์เห็นว่าการร่วมงานที่ปัญโญทัยจะเป็นประโยชน์กับการพัฒนาความรู้ของตัวเองได้อย่างจริงจัง และมีความกระจ่างชัดเจนยิ่งขึ้น

 

         น้ามาเราะห์เริ่มเข้าสู่เส้นทางการศึกษา  เมื่อครอบครัวเริ่มกิจการโรงเรียน อนุบาลขึ้น แม้จะจบปริญญาตรีบริหารธุรกิจมาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ ผ่านงานบริษัทเอกชนและที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมาแล้ว  น้าเราะห์ก็เบนเข็มมาศึกษาปริญญาตรี สาขาการศึกษาปฐมวัย สถาบันราชภัฏสวนดุสิต ต่อด้วยปริญญาโท คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสาขาเดียวกัน

         การเรียนที่จุฬาฯ ทำให้น้าเราะห์รู้จักวอลดอร์ฟ  จึงมุ่งมาที่ปัญโญทัย เพราะเห็นว่าเป็นโรงเรียนที่มีความชัดเจนในการจัดการศึกษาวอลดอร์ฟ และทำงานเพื่อพัฒนาเด็กอย่างแท้จริง  ขณะเดียวกันน้าเราะห์ก็ได้เข้าร่วมการอบรมครูอนุบาลวอลดอร์ฟซึ่งจัดโดยสมาคมปฐมวัยวอลดอร์ฟนานาชาติด้วย

ภารดี วงศ์บุญเกิด


 

 

 

 

 

 

รัททพล ฟูตระกูล

 

         ครูหนุ่ยสำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เริ่มงานในฐานะผู้ช่วยนักวิจัยกฎหมายในสำนักงานศาลยุติธรรม สังกัดกระทรวง ยุติธรรม  จากนั้นได้เปลี่ยนมาทำงานบริษัทที่ให้คำปรึกษาทางกฎหมายระหว่างประเทศ ในฐานะผู้ช่วยทนายทางด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมและการแปรรูปองค์กร

         ครูหนุ่ยไม่เห็นด้วยกับระบบการศึกษาที่มุ่งเน้นให้เด็กเรียนท่องจำมากกว่าค้นหาความเข้าใจในชีวิต  ประกอบกับต้องการค้นหาแนวทางการให้การศึกษาที่เข้าใจและตอบสนองพัฒนาการของเด็ก  โดยที่ตนเองสามารถที่จะให้การศึกษาแก่บุตรได้ด้วย  จากการแนะนำของครูอ้อ จึงได้รู้จักแนวการศึกษาวอลดอร์ฟและมนุษยปรัชญา  ในช่วงเวลาดังกล่าวครูหนุ่ยได้มีโอกาสเข้าสังเกตการณ์การสอนภายในโรงเรียนปัญโญทัยเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนตัดสินใจลาออกจากงานและเดินทางไปศึกษาต่อทางด้านปรัชญาการศึกษาดังกล่าว ณ Friere Hochschule Stuttgart Padagogik ประเทศเยอรมนี  หลังจากสำเร็จการศึกษาที่นั่นแล้ว ครูหนุ่ยได้กลับมาทำงานสอนที่ปัญโญทัย

 

         ช่วง 4 ปีที่อยู่ในรั้วธรรมศาสตร์ ครูแบนได้มีโอกาสทำกิจกรรมหลายอย่าง รวมทั้งเป็นประธานชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท สิ่งเหล่านี้เปิดโอกาสให้ครูแบนได้เห็น สัมผัส ขบคิดกับปัญหาหลายอย่างของสังคม รวมทั้งปัญหาด้านการศึกษาของบ้านเราด้วย         
หลังจากที่จบการศึกษาปริญญาตรีสาขาสถิติศาสตร์ และปริญญาโทสาขาคอมพิวเตอร์จากนิด้าแล้ว ครูแบนทำงานด้านคอมพิวเตอร์ในบริษัทเอกชนอยู่สิบกว่าปี จนกระทั่งชีวิตครอบครัวทำให้ครูแบนหันเหชีวิต จากผู้หญิงทำงานมาเป็นแม่บ้านดูแลลูก และก็เป็นโอกาสที่ทำให้ได้ทบทวนกับตัวเองว่า ชีวิตนี้ต้องการอะไร ครูแบนพบว่าตนเองต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาสังคม ประกอบกับได้เข้าอบรม “วอลดอร์ฟบนพื้นฐานมนุษยปรัชญา” ที่รัถยาคมจัด ได้พบปะกับกลุ่มครูปัญโญทัย ทำให้ครูแบนอยากเข้ามาร่วมงานที่นี่

สุภาพร วงศ์ศิริกุล

 

 

 


 

 

จงกลณี
วีระเศรษฐกุล

 

 

 

 

 

         ครูจงเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ จนจบพืชไร่-นาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทำงานตามสาขาที่เรียนและที่ไม่ได้เรียน  จากนั้นก็มีโอกาสไปใช้ชีวิตและเรียนอยู่ต่างแดน จนได้ปริญญาโทด้านการศึกษาแรงงานจาก University of Queensland

         เมื่อได้อ่าน "บนหนทางแห่งความหมาย" ครูจงก็รู้สึกว่าเด็กที่ได้เรียนในระบบนี้โชคดีเหลือเกิน  เมื่อไม่ได้เป็นเด็กที่โชคดีก็ขอเป็นผู้ใหญ่ที่มีโชคแล้วกัน  การตัดสินใจนี้ทำให้มีโอกาสได้พบกับครูวอลดอร์ฟที่มีประสบการณ์หลายท่าน  และได้สังเกตการสอนจากโรงเรียนวอลดอร์ฟหลายแห่ง  รวมทั้งได้เป็นครูสอนเด็กกลุ่มหนึ่งตั้งแต่ชั้นป. 1-6  ครูจงรู้จักปัญโญทัยหลายปีมาแล้ว ตอนนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ได้เข้ามาเป็นบุคลากรคนหนึ่ง

 

        ครูเบญจบปริญญาตรีสาขาประวัติศาสตร์จากม. นเรศวร   ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนอยู่ประมาณ 5 ปี   แล้วจึงไปเรียนต่อปริญญาโทสาขามานุษยวิทยาที่ศิลปากร  ผันตัวไปทำงานวิจัยด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ชาติพันธุ์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม  รวมถึงทำงานสนับสนุนการวิจัยท้องถิ่นให้กับองค์กรชาวบ้าน และองค์กรพัฒนาเอกชนในภาคอีสานอยู่นานนับสิบปี เริ่มรู้จักการศึกษาวอลดอร์ฟครั้งแรกเมื่อได้อ่าน "บนหนทางแห่งความหมาย" ครั้นมีลูกจึงหันมาสนใจการศึกษานี้อย่างจริงจัง  และเริ่มจัดการศึกษาให้ลูกด้วยตนเองที่บ้าน  ก่อนที่จะตัดสินใจมาร่วมงานกับปัญโญทัย

เบญจรัชต์ เมืองไทย

 

 

 

 

 

 

วัชรีพร ลิ้มสวัสดิ์

 

 

         ครูแป๋มจบการศึกษาจากคณะมนุษยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์  ระหว่างศึกษาได้ทำละครเวทีซึ่งทำให้สนใจวรรณกรรมเยาวชน และร่วมกิจกรรมกับชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติทั้งทำค่ายสำหรับเด็กและลงพื้นที่ศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวด ล้อมและวิถีชีวิตของชุมชนอันสืบเนื่องจากนโยบายของภาครัฐ 

         ทันทีที่จบการศึกษา ครูแป๋มได้ทำงานกับบริษัทการบินเยอรมัน  ทำให้ได้เดินทางและเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากโลกภายนอก  ขณะเดียวกันก็แสวงหาว่าอะไรที่จะส่งเสริมให้ตนเองได้เรียนรู้ด้วยความสนใจไปจนตลอดชีวิตและเติมเต็มสังคมได้  ต่อมาครูแป๋มได้อ่านเรื่อง ‘โต๊ะโตะจัง’ และรู้สึกประทับใจ   ทำให้นึกขึ้นได้ว่าสมัยเรียนเคยได้อ่านเกี่ยวกับปัญโญทัยและวอลดอร์ฟ  ประกอบกับความทรงจำในวัยเด็กที่คุณตาเคยเป็นนักหนังตะลุงและมักเล่านิทานให้ฟังเสมอ ทำให้ครูแป๋มเริ่มศึกษาเกี่ยวกับวอลดอร์ฟ   จากนั้นก็เข้าอบรมครูอนุบาลวอลดอร์ฟซึ่งจัดโดยสมาคมปฐมวัยวอลดอร์ฟนานาชาติจนจบ   ก่อนจะเริ่มสอนภาษาอังกฤษบนพื้นฐานการศึกษาวอลดอร์ฟ  ครูแป๋มมาร่วมงานกับปัญโญทัย เพราะเห็นว่าการทำงานร่วมกับคณะครูที่มีประสบการณ์อันยาวนาน   เป็นโอกาสที่จะได้พัฒนาตนเองและเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับการศึกษาวอลดอร์ฟให้มากขึ้นลึกซึ้งขึ้น

 

        ป้าเล็กสนใจเรื่องเด็กมาตั้งแต่เป็นนักศึกษา ครั้นจบจากนิเทศ จุฬาฯ ก็ทำงานด้านสื่อสารมวลชน  ผลิตรายการวิทยุและโทรทัศน์สำหรับครอบครัว เป็นถนนสายแรกที่นำทางมาให้ได้รู้จักการศึกษาวอลดอร์ฟ

        ต่อมาได้ร่วมกับทางบ้านเปิดกิจการโรงเรียน  จึงไปศึกษาต่อปริญญาโทครุศาสตร์ จุฬาฯ  หลังจากนั้นได้ไปเป็นอาสาสมัครที่ Beaver Run ซึ่งเป็นสถานศึกษาสำหรับเด็กพิเศษตามแนวทางมนุษยปรัชญา เป็นเวลา 3เดือน ป้าเล็กรู้สึกว่าวอลดอร์ฟเป็นการศึกษาที่กระทบใจมาโดยตลอด  จึงเข้าอบรมการศึกษาปฐมวัยวอลดอร์ฟประเทศไทย  ในที่สุดก็ตัดสินใจวางมือจากการทำธุรกิจโรงเรียนมาเป็นครูตามเสียงเรียกร้องจากภายใน  และเห็นว่าปัญโญทัยเป็นชุมชนที่จะช่วยให้ตนเองได้พัฒนาด้านในจากการทำหน้าที่ครูตามที่มุ่งหวัง

วราภรณ์
โพธิ์ศรีประเสริฐ

 

 

 

 

 

นารีนุช
สมวาสนาพานิช

 

 

 

 

 

 

      นุชจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะครุศาสตร์ สาขาการศึกษาปฐมวัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทในสาขาบริหารการศึกษา คณะเดียวกัน  เคยทำงานโรงเรียนอนุบาลเอกชนในตำแหน่งผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่และหัวหน้าฝ่ายพัฒนาบุคลากร  หลังจากนั้นได้มารับตำแหน่งผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ที่โรงเรียนอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีทั้งระดับอนุบาลและประถมศึกษา

         ตั้งแต่เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นุชมีความตั้งใจอยากเป็นครูจึงได้เลือกสอบเข้าคณะครุศาสตร์ปฐมวัยเป็นอันดับแรก  หลังจากเรียนจบปริญญาตรีไม่นานนักเคยชมรายการโทรทัศน์เห็นผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นหมอแต่ได้มาเปิดโรงเรียนสอนเด็ก  ได้เห็นถึงความเสียสละและรู้สึกว่าเป็นผู้ที่มีอุดมการ  จึงรู้สึกประทับอยู่ในความทรงจำ  แต่เมื่อเวลาผ่านไปตนเองก็ก้าวเดินไปตามเส้นทางชีวิตการทำงานโรงเรียนอนุบาลเอกชนทั่วไป  ในระหว่างการทำงานก็เกิดความขัดแย้งในใจว่าทำไมโรงเรียนทั่วไปต้องเร่งรัดเด็กมากนัก  จนกระทั่งเมื่อมีครอบครัวและมีลูก  จึงได้ศึกษาถึงแนวการศึกษาต่าง ๆ เพื่อจะหาโรงเรียนให้ลูก จนมาพบแนวการศึกษาวอลดอร์ฟ  ได้เริ่มลงเรียนคอร์สรัถยาคมที่เกี่ยวกับการศึกษาแนวนี้  จึงรู้ว่าเป็นแนวการศึกษาที่ตนเองค้นหามาตลอด  ประกอบกับเห็นถึงความทุ่มเทและอุทิศตนของครูปัญโญทัย  จึงได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่

 

จุฑามาศ เด่นสุนทร

     ครูมิ้งชอบอาชีพครูมาตั้งแต่เด็ก จึงเลือกเรียนคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระหว่างเรียนปี 4 ได้มาสังเกตการสอนที่ปัญโญทัย  หลังจากที่ไปสังเกตการสอนที่โรงเรียนอื่น ๆ มาแล้ว 2 แห่ง ได้เห็นข้อแตกต่างของรูปแบบการสอน จึงขอมาฝึกสอนที่ปัญโญทัยในช่วงปี 5 ตลอดทั้งปี ซึ่งต้องปรับตัวอย่างมาก แต่ก็ได้รับคำตอบหลายข้อต่อคำถามที่มีอยู่ในใจ ได้เห็นว่าโรงเรียนให้ความสำคัญกับเด็กเป็นอย่างยิ่ง ครูและผู้ปกครองช่วยกันในทุกด้านเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก ๆ  ครูมิ้งไม่เพียงได้ความรู้ด้านการดูแลเด็กหรือการเป็นครู แต่ยังได้แรงกระตุ้นในการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อตัวเองจนคนรอบข้างเห็นได้  จึงดีใจที่ได้รู้จักกับทุก ๆ สิ่งที่ปัญโญทัย

 

       

     ครูแอ๊กมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงานกับเด็กๆ หลังจากจบคณะอักษรศาสตร์ จุฬา จึงได้เป็นครูที่โรงเรียนไทยและโรงเรียนนานาชาติ พร้อมกับได้ศึกษาต่อปริญญาโทด้านจิตวิทยาพัฒนาการ มศว. หลังจากนั้นได้ติดตามสามีไปกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อมีลูกจึงได้ศึกษาแนวทางการศึกษาต่างๆเพื่อหาที่เรียนให้ลูกและได้อ่านหนังสือสะพานสายรุ้งจากเมืองไทย ทำให้เริ่มสนใจการศึกษาวอลดอร์ฟซึ่งเป็นการศึกษาที่บ่มเพาะความเป็นมนุษย์ที่สมดุลและเรียบง่าย จึงเข้าอบรมการศึกษาวอลดอร์ฟที่ประเทศออสเตรียเพื่อนำมาใช้กับลูกและเด็กๆ ต่อมาได้ทำงานที่สถานทูตไทยในกรุงเวียนนาและเป็นครูอาสาสอนภาษาไทยที่วัดไทย-ออสเตรียธรรมราม เมื่อกลับมาเมืองไทยจึงเข้าอบรมวอลดอร์ฟที่รัถยาคม และเมื่อได้ร่วมงานที่ปัญโญทัยจึงพบว่าไม่เพียงแต่เป็นการทำงานที่มีความสุขท่ามกลางเด็กๆเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำงานที่มีความหมายแก่ชีวิตของเด็กๆและของครูอีกด้วย

อธิษฐาน ปกป้อง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กลับขึ้นข้างบน